สินค้า

 

บทความ

กินให้สุขกายใจในวัยเกษียณ

กินให้สุขกายใจในวัยเกษียณ

ผู้ที่อยู่ในวัยหลังเกษียณควรใส่ใจเรื่องการกินอาหารให้มาก เนื่องจากความต้องการพลังงานของร่างกายโดยทั่วไปลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น อีกทั้งกิจกรรมในวัยหลังเกษียณมักเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้พลังงานมาก เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว การปลูกดอกไม้ การเข้าร่วมกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุ การอ่าน-เขียนหนังสือ และการท่องโลกอินเตอร์เน็ต ดังนั้นคนวัยหลังเกษียณจึงควรกินอาหารแต่พออิ่ม ตามคำกล่าวที่ว่า “กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน” ควรเลือกอาหารให้ถูกประเภทและกินให้หลากหลาย อาหารที่ควรกินลดลงได้แก่ อาหารที่มีไขมันสูง อาหารทอด อาหารที่มีรสเค็ม และของหวาน
ความปลอดภัย ในการใช้สารให้ความหวาน

ความปลอดภัย ในการใช้สารให้ความหวาน

ถ้าเอ่ยถึงสารที่ใช้เพื่อให้ความหวานในผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรุงหรือการเตรียมอาหารทั้งอาหารคาว อาหารหวาน เชื่อว่าทุกคนคงนึกถึงน้ำตาลทรายที่มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาว(ผ่านการฟอกสี) หรือเม็ดผลึกสีเหลืองเข้มออกน้ำตาล(ไม่ผ่านการฟอกสี) หรือน้ำตาลทรายแดงที่นิยมใส่ในน้ำขิง/เต้าฮวย น้ำตาลกลุ่มนี้ถูกผลิตขึ้นจากการนำต้นอ้อยมาผ่านกระบวนการสกัดน้ำอ้อยแล้วทำให้บริสุทธิ์และทำการตกผลึก แม้กระทั่งเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ก็นิยมใช้น้ำตาลเพื่อปรุงแต่งอาหารและเครื่องดื่มให้มีรสชาติหวาน นอกจากนี้บางท่านยังอาจนึกถึง น้ำตาลปึก ที่มีรสชาติหอมหวานของมะพร้าวหรือตาลโตนด ซึ่งเมื่อนำน้ำตาลปึกมาทำขนม(ไทย)ให้รสชาติทั้งหวานและหอมจนเป็นเอกลักษณ์ของขนมไทยอันเลื่องชื่อ ข้อดีของน้ำตาลทราย คือ เป็นสารให้ความหวานที่ผลิตขึ้นจากธรรมชาติหรือผลิตผลทางการเกษตร เมื่อใช้เป็นส่วนผสมอาหารให้รสชาติความหวานที่สะอาดและไม่มีรสชาติตกค้างที่ลิ้นและยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มคุณภาพเนื้อสัมผัสของอาหาร ความข้นหนืด หรือให้ความรู้สึกว่าอาหารนั้นมีความเข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังมีผลต่อการส่งเสริมกลิ่นรสของอาหารให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ปริมาณพลังงานหรือแคลอรี่ที่ได้รับจากการบริโภคน้ำตาล น้ำตาล 1 กรัมให้พลังงานเท่ากับ 4 กิโลแคลอรี่
ถั่วงอกธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ถั่วงอกธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ถั่วจัดว่าเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่สำคัญ (16-33%) สามารถทดแทนโปรตีนจากสัตว์ที่มีราคาสูงและยังอุดมไปด้วยใยอาหาร (14-19%),คาร์โบไฮเดรต,แร่ธาตุ (แคลเซียม,เหล็ก,ทองแดง,สังกะสี,ฟอสฟอรัส,โพแทสเซียม,แมกนีเซียม) และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย (โฟเลท,ไรโบฟลาวิน, วิตามินบี 6) ถั่วมีการปลูกและบริโภคในหลายประเทศทั่วโลก โดยถั่ว 3 อันดับแรกที่มีการปลูกปริมาณมากคือ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และถั่วดำ ตามลำดับ ส่วนในประเทศไทยถั่วนิยมบริโภค ได้แก่ส่วนในประเทศไทยถั่วที่นิยมบริโภค ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว และถั่วลิสง ซึ่งถั่วแต่ละชนิดใช้ทำอาหารที่แตกต่างกันออกไป บางชนิดใช้ทำเป็นอาหารคาว (ขนมจีนน้ำพริก,ต้มจืด,ส้มตำ),บางชนิดใช้ทำอาหารหวาน (ถั่วแปบ,เต้าส่วน,ขนมเปี๊ยะ,ถั่วดำต้มกะทิ,เต้าทึง),อาหารว่าง (สาคูไส้หมู,ซาลาเปาไว้ถั่วดำ ถั่วเหลือง,ขนมปังธัญพืช,ถั่วลิสงต้ม,ถั่วลิสงทอด,ถั่วทองทอด) หรือทำเครื่องดื่ม (น้ำนมถั่วเหลือง,น้ำถั่วเขียว)
การป้องกันโรคอ้วนจากสารสกัดจากพืช

การป้องกันโรคอ้วนจากสารสกัดจากพืช

โรคอ้วนเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม สาเหตุหลักของการเกิดโรคอ้วนคือ การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงมากเกินไปร่วมกับขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น พันธุกรรม หรือการเจ็บป่วยทางจิตเวชปัจจุบันพบว่า การใช้ชีวิตประจำวันกับการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เช่น ไขมัน หรือน้ำตาลที่ออกฤทธิ์เร็ว เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคอ้วน และอาจทำให้ร่างกายเกิดความต้านทานต่ออินซุลิน ดังนั้นการป้องกันการสะสมไขมันจากการย่อยอาหารที่มีไขมันสูงอาจมีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการเกิดโรคอ้วนและโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
การป้องกันโรคเบาหวานด้วยใบจินเจียเหมาเยี่ยและแป๊ะตำปึง

การป้องกันโรคเบาหวานด้วยใบจินเจียเหมาเยี่ยและแป๊ะตำปึง

โรคเบาหวาน เป็นความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเบต้าเซลล์ ที่อยู่บริเวณอิสเลทออฟแลงเกอร์แฮนในตับอ่อน โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์เพื่อให้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมฮอร์โมนอินซุลิน ในกรณ๊ผู้ป่วยโรคเบาหวาน อินซูลินจะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงตลอดเวลา ในระยะยาวจะส่งผลต่อการทำลายหลอดเลือด และระบบประสาทส่วนปลาย เนื่องจากภายในหลอดเลือดมีความเข้มข้นของเลือดสูง จึงต้องอาศับแรงปั้มจากหัวใจในการสูบฉีด ทำให้หลอดเลือดต้องรับแรงดันเพิ่มขึ้น ดังนั้นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ภาวะของโรคแทรกซ้อน โดยปกติอินซูลินจะถูกหลั่งออกมาในปริมาณมาก (40-50 หน่วย) หลังการรับประทานอาหาร โดยมีหน้าที่เก็บสะสมกลูโคสที่ตับและกล้ามเนื้อในรูปของไกลโคเจน และยับยั้งการเปลี่ยนไกลโคเจนไปเป้นกลูโคส รวมถึงกระตุ้นการสังเคราะห์ไขมันและเก็บสะสมอาหารประเภทไขมันไว้ที่เนื้อเยื่ออะดิโพส และกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีน โดยเป็นตัวเคลื่อนย้ายกรดอะมิโนเข้าสู่เซลล์ ดังนั้นเป้าหมายหลักในการรักษาโรคเบาหวานคือ การลดระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับระดับปกติด้วยการใช้ยารับประทานและการฉีดอินซูลิน ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคเบาหวานได้แก่ การใช้ยาและพืชสมุนไพรที่มีสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตน้ำตาลกลูโคส เช่น เอนไซม์ แอลฟา-กลูโคซิเดส และเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส